02-538-9089 (จ.-ส. 9-18 น.)

การตั้งค่า Google Business Profile สำหรับโรงแรม Part 2: ตั้งค่าข้อมูลพื้นฐานให้เป๊ะ (Optimizing Profile Info)

20 ก.ค. 26

หลังจากยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว ก้าวสำคัญต่อมาคือการทำให้ระบบของ Google และกลุ่มเป้าหมายเข้าใจว่า โรงแรมแห่งนี้ตอบโจทย์การเข้าพักของพวกเขาอย่างไร

บทความพาร์ทที่ 2 นี้ จะเน้นไปที่การปรับแต่งข้อมูลเชิงลึก (Optimization) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฟิลเตอร์สำคัญที่ช่วยดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเลือกกดเข้ามาดูโปรไฟล์ของที่พักเป็นอันดับแรก

การกรอกข้อมูลธุรกิจ (Business Information) 

ข้อมูลพื้นฐานเป็นสิ่งแรกที่ Google และลูกค้าจะใช้ทำความเข้าใจธุรกิจ การมีข้อมูลที่สมบูรณ์และเป็นปัจจุบัน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มการมองเห็น สร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มการมีส่วนร่วมกับลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งช่วยให้ธุรกิจถูกค้นพบได้ง่ายยิ่งขึ้น

About (เกี่ยวกับธุรกิจ)

  • Business name (ชื่อธุรกิจ): ชื่อจริงของโรงแรมหรือที่พัก ต้องตรงกับป้ายชื่อหรือชื่อแบรนด์จริง เช่น บ้านริมน้ำ รีสอร์ท อย่าใส่คำค้นหาหรือข้อความโฆษณาจำนวนมากในชื่อธุรกิจ (เช่น  รีสอร์ทติดทะเล ราคาถูก ที่พักวิวสวย ใกล้หาด) 
  • Business category (หมวดหมู่ธุรกิจ): หมวดหมู่หลักและหมวดหมู่รอง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหัวข้อถัดไป)
  • Description (คำอธิบายธุรกิจ): ควรช่วยให้ลูกค้าเข้าใจได้ทันทีว่าที่พักของคุณเหมาะกับใคร และมีจุดเด่นอะไร (ความยาวไม่เกิน 750 ตัวอักษร) 

💡 สูตรง่าย ๆ

[ประเภทที่พัก] + [พื้นที่] + [จุดเด่น] + [เหมาะกับใคร] + [สถานที่ใกล้เคียง]

ตัวอย่าง : 

"บ้านพักวิวภูเขาในเขาค้อ อากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ใกล้จุดชมวิวและคาเฟ่ชื่อดัง"

  • Opening date (วันที่เปิดทำการ): วันที่ที่พักเริ่มเปิดให้บริการครั้งแรก

Contact (ข้อมูลการติดต่อ)

  • Phone number (เบอร์โทรศัพท์): เบอร์โทรหลัก และเบอร์สำรองสำหรับให้ลูกค้าหรือ Google ติดต่อ
  • Website (เว็บไซต์): ลิงก์ไปยังเว็บไซต์หลักของที่พัก (หากยังไม่มีเว็บไซต์ ผู้ใช้งาน RoomScope สามารถนำลิงก์จองตรงมาใส่ในช่องนี้ได้)
  • Social Profile (โปรไฟล์โซเชียล): ลิงก์ไปยังโซเชียลต่าง ๆ ของที่พัก 

Location (ที่ตั้งและอาณาเขต)

  • Business location (ที่ตั้งธุรกิจ): ที่อยู่ทางไปรษณีย์ที่ถูกต้อง พร้อมการหมุดพิน (Pin) บน Google Maps ให้แม่นยำเพื่อให้ลูกค้านำทางมาถูก
  • Service area (พื้นที่ให้บริการ): ส่วนใหญ่จะเว้นว่างไว้สำหรับโรงแรม/ที่พัก เพราะเป็นธุรกิจที่มีหน้าร้านชัดเจน แต่ถ้าเป็นธุรกิจหรือบริการที่ต้องเดินทางไปหาลูกค้า (เช่น ช่างแอร์, บริการทำความสะอาด) ถึงจะใช้ช่องนี้

Hours (เวลาทำการ)

  • Opening hours (เวลาทำการปกติ): สำหรับโรงแรม/ที่พัก Google จะตั้งค่าให้เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงโดยอัตโนมัติ แต่สามารถระบุเวลาเปิด-ปิดของส่วน Check-in หรือแผนกต้อนรับได้
  • More hours (เวลาทำการอื่น ๆ): เวลาของส่วนบริการย่อย เช่น เวลาเปิด-ปิดของห้องอาหาร, สระว่ายน้ำ หรือคาเฟ่ในโรงแรม

More (ข้อมูลเพิ่มเติม / คุณลักษณะ)

  • Attributes (คุณลักษณะของธุรกิจ): สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ที่ที่พักมี (เช่น มี Wi-Fi ฟรี, มีที่จอดรถ, นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้, มีอาหารเช้า เป็นต้น)
  •  Accessibility (การเข้าถึง): ข้อมูลสำหรับผู้พิการ เช่น มีทางลาดสำหรับรถเข็น หรือห้องน้ำสำหรับผู้พิการหรือไม่

💡 ข้อควรรู้สำหรับที่พัก 
สำหรับธุรกิจประเภทโรงแรม Google จะมีเมนูพิเศษแยกออกมาต่างหาก เรียกว่า "Hotel attributes" (คุณลักษณะของโรงแรม) และ "Class ratings" (ระดับดาว) ซึ่งจะลึกกว่าธุรกิจทั่วไป โดยระบบจะให้ติ๊กเลือกบริการในห้องพัก ระบบรักษาความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกแบบละเอียด เพื่อนำไปแสดงผลบน Google Travel และ Google Maps 

การเลือกหมวดหมู่ธุรกิจ (Business Category) 

Google ใช้หมวดหมู่ธุรกิจเพื่อทำความเข้าใจว่าธุรกิจของคุณให้บริการอะไร เมื่อกำหนดหมวดหมู่อย่างครบถ้วน ธุรกิจของคุณจะมีโอกาสปรากฏในการค้นหาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น

คุณสามารถเพิ่มหมวดหมู่ได้สูงสุด 10 หมวด ได้แก่

  • 1 หมวดหมู่หลัก (Primary Category)
  • 9 หมวดหมู่รอง (Secondary Categories)

โดยมีรายละเอียดดังนี้คือ

  • หมวดหมู่หลัก (Primary Category) จะบ่งบอกประเภทหลักของธุรกิจ อิงตามลักษณะหรือประเภทของที่พัก
  • หมวดหมู่รอง (Secondary Categories) ใช้ระบุบริการหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ธุรกิจของคุณมีเพิ่มเติม เช่น คาเฟ่, ห้องอาหาร, สปา

วิธีเพิ่มหมวดหมู่ธุรกิจ (How to Add Business Category)

  1. ไปที่ Business Profile ของคุณ
  2. เลือก Edit Profile
  3. ที่หัวข้อ Business Category ให้เลือก Edit
  4. ในช่อง Primary Category ให้พิมพ์หมวดหมู่ที่ต้องการ
  5. กด Save เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง

คลิกที่นี่เพือดูหมวดหมู่สำหรับธุรกิจที่พักบน Google Business Profile 

ข้อควรระวัง : อย่าเลือกหมวดหมู่เพียงเพราะคิดว่ามีคนค้นหาเยอะ ควรเลือกหมวดหมู่ที่ตรงกับธุรกิจจริง เพื่อให้ Google เข้าใจและจัดแสดงข้อมูลได้อย่างถูกต้อง

การเชื่อมโยงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง (Connect Other Businesses)

หากภายในโรงแรมมีธุรกิจอื่น เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร สปา หรือร้านขายของที่ระลึก ควรสร้าง Google Business Profile แยกสำหรับแต่ละธุรกิจ เพื่อให้แสดงผลในการค้นหาที่เกี่ยวข้อง และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้ แม้ไม่ได้เข้าพักที่โรงแรม

ตั้งค่า "Located In"

การเชื่อมโยงธุรกิจภายในโรงแรม เช่น สปา ร้านอาหาร หรือร้านค้า เข้ากับ Google Business Profile หลักของโรงแรม จะช่วยสร้างความเชื่อมโยงของข้อมูลทั้งหมดภายในโรงแรม และทำให้ลูกค้าทราบว่าธุรกิจเหล่านี้ตั้งอยู่ภายในโรงแรม

วิธีสร้างโปรไฟล์สำหรับธุรกิจภายในโรงแรม (Sub-Business Profile)

  1. ไปที่ Google Business Profile
  2. คลิก Add a New Business Profile
  3. ดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบบแนะนำ
  4. กด Save เพื่อบันทึก

การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม (Manage Your Hotel Amenities)

Google จะแสดงข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกที่พักได้ง่ายขึ้น โดยจุดเด่นสำคัญ (Hotel Highlights) จะแสดงในรูปแบบไอคอนสีสันสนใส ช่วยให้ผู้ที่กำลังค้นหาที่พักสามารถเห็นสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างข้อมูลที่สามารถแสดงได้ เช่น

  • รองรับสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly)
  • Wi-Fi ฟรี (Free Wi-Fi)
  • ที่จอดรถฟรี (Free Parking)

แม้ว่า Google จะดึงข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่มาแสดงโดยอัตโนมัติ แต่เจ้าของโรงแรมยังสามารถแก้ไขข้อมูลบางรายการได้โดยตรงผ่าน Business Profile เช่น ข้อมูลทั่วไปของโรงแรม เวลาเช็กอิน และเวลาเช็กเอาต์

วิธีจัดการข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม

  1. ไปที่ Business Profile ของคุณ
  2. เลือก Edit Profile
  3. เลือก Hotel Details ระบบจะเปิดหน้าจอสำหรับแก้ไขข้อมูลโรงแรม
  4. ค้นหาคุณสมบัติ (Attribute) ที่ต้องการเพิ่มหรือแก้ไข แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
  5. กด Save เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลง

ข้อมูลพื้นฐานที่ครบถ้วน หมวดธุรกิจที่ตรงจุด ธุรกิจภายในโรงแรมที่ถูกเชื่อมโยง และการระบุจุดเด่นที่ชัดเจน จะช่วยให้หลังบ้านของโรงแรมพร้อมสำหรับการประมวลผลของ Google เพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน

แต่ทว่าพฤติกรรมของนักเดินทางส่วนใหญ่มักตัดสินใจด้วยภาพลักษณ์และความสะดวกในการติดต่อเป็นอันดับแรก ในพาร์ทถัดไป เราจะมาเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นหน้าร้านออนไลน์ที่ดึงดูดสายตา พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกการติดต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

👉 อ่านต่อที่ Part 3: ตกแต่งร้านค้าออนไลน์และเปิดช่องทางติดต่อ (Visuals & Communication)

📌 สามารถเลือกอ่านทวนซ้ำหรือแชร์เก็บไว้เป็นคู่มือการตั้งค่าได้จากลิงก์ด้านล่างนี้:
🔗 Part 1: เริ่มต้นสร้างตัวตน (Setup & Verification)
🔗 Part 2: ตั้งค่าข้อมูลพื้นฐานให้เป๊ะ (Optimizing Profile Info)
🔗 Part 3: ตกแต่งร้านค้าออนไลน์และเปิดช่องทางติดต่อ (Visuals & Communication)
🔗 Part 4: อัปเดตคอนเทนต์และกระตุ้นยอดขาย (Engagement & Conversion)